ค้นหา

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานฯ ตอนที่ 3

                  รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์


                                                 โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
                                                                จัดทำโดย
                 สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
               สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ

................................................................................................................................................................................................................................


การพิมพ์หัวข้อย่อย
 
           การพิมพ์หัวข้อย่อยอาจใช้ตัวอักษรกำกับหน้าหัวข้อสลับกับตัวเลข หรือใช้ตัวเลขอย่างเดียวดังตัวอย่างต่อไปนี้ โดยกำหนดให้ ** หมายถึง เว้น 2 ช่วงตัวอักษร


          แบบที่ 1     ใช้ตัวอักษรกำกับสลับกับตัวเลข
                            ประเทศไทย (หัวข้อหลัก)
                            ก** ลักษณะภูมิประเทศ (หัวข้อย่อย)
                                  1** ภาคเหนือ
                                        ก** ภาคเหนือตอนบน
                                        ข** ภาคเหนือตอนล่าง
                                  2** ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

          แบบที่ 2     ใช้ตัวเลขกำกับอย่างเดียว
                            ประเทศไทย (หัวข้อหลัก)
                            1** ลักษณะภูมิประเทศ (หัวข้อย่อย)
                                  1.1** ภาคเหนือ
                                           1.1.1** ภาคเหนือตอนบน
                                           1.1.2** ภาคเหนือตอนล่าง
                                  1.2** ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

          
          การพิมพ์หัวข้อย่อยให้พิมพ์ย่อหน้าโดยเว้นระยะให้ตรงกับตัวอักษรตัวแรกของชื่อข้อความของหัวข้อสำคัญนั้น

การใช้เครื่องหมายวรรคตอน

 
การเขียนรายการอ้างอิงมีการใช้เครื่องหมายวรรคตอนต่างๆ ช่วยแบ่งข้อความดังนี้
 

          +  เครื่องหมายมหัพภาค (. point) ใช้ในกรณีต่อไปนี้

               -  เมื่อเขียนย่อชื่อแรกหรือชื่อกลางของผู้แต่งชาวต่างประเทศ เช่น Hodgkiss, A. G.
               -  ไว้ท้ายคำที่ย่อ เช่น ed.
               -  เมื่อจบแต่ละข้อความ (เช่น ผู้แต่ง ปีพิมพ์ ชื่อเรื่อง ฯลฯ) ในรายการอ้างอิงนั้น เช่น Hodgkiss, A. G. (1981). Understanding maps. Dawson, Folkestone, UK.
 

          +  เครื่องหมายจุลภาค (, comma) ใช้ในกรณีต่อไปนี้

              -  ใช้คั่นระหว่างชื่อและบรรดาศักดิ์ของผู้แต่งชาวไทยหรือชื่อสกุลและชื่อตัวของ ผู้แต่งชาวต่างประเทศ 

                  เช่น  Renolds, F. F.
                         ธรรมศักดิ์มนตรี, เจ้าพระยา.

              -  ใช้คั่นระหว่าง ชื่อผู้แต่ง เมื่อมีผู้แต่งมากกว่า 1 คน
                  เช่น  สุธรรม พงศ์สำราญ, วิรัช ณ สงขลา และพึงใจ พึ่งพานิช.
                          Hanson, H., Borlaug, N. E., and Anderson, R. G. 

              - ใช้คั่นระหว่างสำนักพิมพ์และปีพิมพ์ ถ้าเขียนรายการอ้างอิงตามแบบที่ 1
                 เช่น สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539.
                       Wiley, 1965.

 
          +  เครื่องหมายอัฒภาค (; semi-colon)

 
              - ใช้เมื่อในข้อความส่วนนั้นได้ใช้เครื่องหมายจุลภาค (,) แล้ว 

                 เช่น เมื่อเขียนชื่อผู้แต่งชาวต่างประเทศ เป็นภาษาไทยหลายๆ คน เช่น แน้ช, จอร์ช; วอลดอร์ฟ, แดน; และ ไรซ์, โรเบิร์ต อี. มหาวิทยาลัยกับชุมชนเมือง.
                แปลโดย อัปสร ทรัยอัน และคนอื่นๆ . กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แพร่พิทยา, 2518.

 
          +  เครื่องหมายมหัพภาคคู่ (: colons)

 
              - ใช้คั่นระหว่างสถานที่พิมพ์ (ชื่อเมือง ชื่อรัฐ) และชื่อสำนักพิมพ์
                เช่น New York: Wiley
                      St. Louis, MO: Mosby
              - ใช้คั่นระหว่าง ปีที่ หรือ เล่มที่ ของวารสาร หนังสือพิมพ์ สารานุกรม และเลขหน้า
                เช่น 16 (เมษายน 2519): 231-254.
                      37 (1979): 1239-1248. (แบบที่ 1)
                      37 : 1239-1248. (แบบที่ 2)


การอ้างอิง (reference citation)

 
            ระบบการอ้างอิงในการเขียนรายงานโครงงาน แนะนำให้ใช้แบบนาม-ปี หรือแบบตัวเลข ทั้งการเขียนอ้างอิงในส่วนเนื้อหา (บทที่ 1 2 และ 5) และการเขียนเอกสารอ้างอิง และ/หรือ บรรณานุกรม โดยการลงรายการอ้างอิงในเอกสารอ้างอิงให้พิมพ์เฉพาะเอกสารทุกรายการที่มีการอ้างอิงในเนื้อหาของโครงงานเท่านั้น ถ้ามีเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้นำมาอ้างอิง และผู้เขียนประสงค์นำมารวมด้วย ให้พิมพ์ต่อจากเอกสารอ้างอิง โดยขึ้นหน้าใหม่และใช้คำว่าบรรณานุกรม


      1.  การเขียนอ้างอิงในส่วนเนื้อหา
          1.1  การอ้างอิงแบบตัวเลข (the numerical arrangement system)

                 การอ้างอิงแบบนี้เป็นการระบุแหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในเนื้อหาโครงงานเป็นหมายเลขเรียงลำดับต่อเนื่องกัน ตลอดทั้งเล่ม โดยมีวิธีการดังนี้
                 1)  ใส่หมายเลขไว้ท้ายข้อความหรือชื่อบุคคลที่อ้างอิง โดยใส่ไว้ในวงเล็บ ( ) หรือ [ ] ให้ตัวเลขอยู่ในบรรทัดเดียวกับเนื้อหา หรือยกลอยขึ้นเหนือแนวบรรทัด เพื่อให้เด่นชัดต่างไปจากการใส่เลขประจำหัวข้อย่อยอื่นๆ และพิมพ์ด้วยตัวหนา หรือตัวเอน ทั้งนี้ ต้องใช้ให้เหมือนกันตลอดรายงาน
                 2)  ให้ใส่ตัวเลขอ้างอิงเรียงลำดับตั้งแต่เลข 1 เป็นต้นไปต่อเนื่องกันทุกบทจนจบเล่ม
                 3)  ในกรณีที่มีการอ้างอิงซ้ำเรื่องเดิมให้ใช้ตัวเลขเดิมที่เคยใช้อ้างมาก่อนแล้ว
                 4)  แหล่งอ้างอิงทั้งหมดที่ใช้ ต้องนำไปเขียนไว้ในเอกสารอ้างอิงท้ายเล่ม โดยใส่รายการเรียงตามลำดับหมายเลข และพิมพ์หมายเลขอยู่ในเครื่องหมายวงเล็บ ( ) หรือ [ ]


          1.2  การอ้างอิงแบบนาม-ปี (the author-date system)
                 การอ้างอิงแบบนาม-ปี เป็นการระบุแหล่งอ้างอิงที่ใช้อ้างอิงในเนื้อหาโครงงานโดยระบุชื่อผู้แต่งและปีที่พิมพ์ ไว้ในวงเล็บ กรณีอ้างเนื้อหาหรือแนวคิดหรือคัดลอกข้อความบางส่วนมาโดยตรง ต้องระบุเลขหน้า ไว้ท้ายปีที่พิมพ์ คั่นด้วยเครื่องหมาย : โดยรูปแบบวิธีการเขียนอ้างอิงแบบนาม-ปี เป็นดังนี้
                 1)  การเขียนปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ที่เอกสารได้รับการตีพิมพ์ มีแนวการเขียนดังนี้ 

                      ภาษาที่ใช้ทำรายงาน          เอกสารที่ใช้อ้างอิง          ให้พิมพ์ปีแบบ
                      ภาษาไทย                              ภาษาไทย                          พ.ศ.
                      ภาษาไทย                              ภาษาอังกฤษ                      ค.ศ.
                      ภาษาอังกฤษ                          ภาษาไทย                          ค.ศ. โดยแปลเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด 

                 2)  การเขียนนามผู้แต่ง
                        นามผู้แต่งชาวไทย แม้จะเขียนด้วยภาษาอังกฤษก็ให้เขียนทั้งชื่อและนามสกุล โดยเขียนชื่อก่อน ถ้าเป็นชาวต่างชาติ ใส่เฉพาะนามสกุล กรณีผู้แต่งใช้นามแฝง ให้เขียนตามที่ปรากฎ
                        ไม่ต้องใส่ยศทางทหาร ตำรวจ หรือตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศ. รศ. ผศ. หรือคำเรียกทางวิชาชีพ เช่น นพ. ทพญ. เภสัชกร เว้นแต่จะเป็นผู้มีฐานันดรศักดิ์ บรรดาศักดิ์ หรือสมณศักดิ์ เท่านั้น เช่น กรมหมื่น พระยา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน ม.ล.
                       การเขียนในเนื้อหาอาจเขียนโดย แบบ ชื่อ นามสกุล (ปีที่พิมพ์) …เนื้อหาที่อ้างอิง… หรือแบบ …เนื้อหาที่อ้างอิง... (ชื่อ นามสกุล, ปีที่พิมพ์)
                      •  กรณีผู้แต่งเป็นคนไทยคนเดียว สามารถเขียนได้ดังนี้
                         (ตัวอย่าง 1) พรชัย อินทร์ฉาย (2549) ศึกษาว่า… / พบว่า … / รายงานว่า …
                         (ตัวอย่าง 2) ……..(เนื้อหาที่อ้างอิง)…….(พรชัย อินทร์ฉาย, 2549)
                         ในกรณีที่อ้างถึงงานนั้นซ้ำอีกครั้ง หลังจากเพิ่งกล่าวถึงมาไม่นาน สามารถเขียนได้ดังนี้
                         (ตัวอย่าง 3) พรชัย อินทร์ฉาย (2549) ศึกษา…….. สุวิมล จรูญโสตร์ (2552) อธิบายถึง……… ซึ่งจากงานวิจัยของ พรชัย อินทร์ฉาย และ สุวิมล จรูญโสตร์ ต่างสรุปตรงกันว่า …

                      •  กรณีผู้แต่งเป็นคนต่างชาติคนเดียว สามารถเขียนได้ 2 วิธี คือ ระบุชื่อเป็นภาษาต่างประเทศในเนื้อความ และระบุปีที่พิมพ์ในวงเล็บ หรือ ระบุชื่อเป็นภาษาไทยในเนื้อความก่อน แล้ววงเล็บชื่อภาษาต่างประเทศและปีที่พิมพ์
                         (ตัวอย่าง 4) John (2002 a: 4-5) เตรียมสารสกัดหยาบ ….ด้วยวิธีการ….
                         (ตัวอย่าง 5) ริชาร์ด (Richard, 2003: 134) ให้ความเห็นว่า……(เนื้อหาที่อ้างอิง)……..

                        กรณีผู้แต่งคนเดียว เขียนเอกสารเรื่องเดียวแต่มีหลายเล่มให้ระบุหมายเลขเล่มที่อ้างถึงด้วย
                         (ตัวอย่าง 6) ……(เนื้อหาที่อ้างอิง)….(สุภาพร สุกสีเหลือง, 2547, เล่ม 2)
                         (ตัวอย่าง 7) ……(เนื้อหาที่อ้างอิง)….(David, 2004, vol.3)
 

                        กรณีผู้แต่ง 2 คน ต้องระบุชื่อผู้แต่งทุกคน โดยใช้คำ และ หรือ and เชื่อมนามผู้แต่ง ดังนี้
                         (ตัวอย่าง 8) พรชัย อินทร์ฉาย และ สุวิมล จรูญโสตร์ (2549) ศึกษา … พบว่า… Roseและ Katy (2001) แสดงให้เห็นว่า…
                         (ตัวอย่าง 9) จากการศึกษาสมบัติของสารสกัด…. พบว่า…….(John amd David, 2549)

                      •  กรณีผู้แต่ง 3 คน ครั้งแรกที่อ้างถึงต้องระบุชื่อผู้แต่งทุกคน อ้างครั้งต่อไปให้ระบุเฉพาะคนแรก ตามด้วยคำว่า และคณะ หรือ และคนอื่นๆ สำหรับเอกสารภาษาไทย ส่วนเอกสารภาษาอังกฤษให้ตามด้วย et al. หรือ and others ยกเว้น ถ้าเอกสารสองเรื่องที่อ้างครั้งต่อมา เมื่อเขียนย่อแล้วเหมือนกับรายการอ้างอิงอื่น ทำให้สับสน ให้เขียนเต็มดังตัวอย่างที่ 12
                         (ตัวอย่าง 10) พรชัย อินทร์ฉาย และคณะ (2549) ศึกษา … พบว่า… หรือ…..เนื้อหาอ้างอิง….. (พรชัย อินทร์ฉาย และคณะ, 2549)
                         (ตัวอย่าง 11) …..เนื้อหาอ้างอิง….. (John, et al., 2001)
                         (ตัวอย่าง 12) John, Kane, and Susan (2001)… เขียนย่อได้เป็น (John, et al., 2001) 

                                              John, Arter, and Wiley (2001)… เขียนย่อได้เป็น (John, et al., 2001)
                        กรณีผู้แต่งมากกว่า 3 คน การอ้างถึงทุกครั้งให้ระบุเฉพาะชื่อผู้แต่งคนแรก ตามด้วยคำว่าและคณะ หรือ และคนอื่นๆ สำหรับเอกสารภาษาไทย ส่วนเอกสารภาษาอังกฤษ ให้ตามด้วย et al. หรือ and others ยกเว้น ถ้าเอกสารสองเรื่องที่อ้าง เมื่อเขียนย่อแล้วเหมือนหรือคล้ายกับรายการอ้างอิงอื่น ดังนั้น ให้ระบุผู้แต่งคนอื่นเรียงมาจนกว่าจะมีชื่อผู้แต่งที่ไม่ซ้ำกัน เช่น
                         John, Kane, Susan, Arter, Wiley, Sony, and Kino (2004) และ
                         John, Kane, Susan, Arter, Nisson, and Toyo (2004) ให้เขียนอ้างในเนื้อความดังนี้
                         John, Kane, Susan, Arter, Wiley, et al. (2004) ………………………… และ
                         John, Kane, Susan, Arter, Nisson, et al., (2004)………………………..
                        กรณีผู้แต่งเป็นสถาบัน ที่มีชื่อย่อเป็นทางการ ให้ระบุชื่อย่อไว้ในวงเล็บ [ ] ซึ่งเมื่ออ้างซ้ำให้ใช้ชื่อย่อได้ แต่ถ้าไม่มีชื่อย่อ การอ้างครั้งต่อๆ มาให้ระบุชื่อสถาบันเต็มทุกครั้ง และในการอ้างต้องมิให้ผู้อ่านสับสนระหว่างสถาบันที่อ้างถึงกับสถาบันอื่นๆ โดยลำดับในการอ้างถึงหน่วยงานรัฐบาล ต้องอ้างตามเป็นลำดับตามระดับชั้นของหน่วยงาน เช่น กระทรวง กรม คณะ สำนัก เป็นต้น 


                         การอ้างครั้งแรก                                                        การอ้างครั้งต่อมา
(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี [สสวท.], 2550: 30)     (สสวท., 2550: 30)
(Asian Institute of Technology [AIT], 2003: 20)                                        (AIT, 2003: 20) 

                        กรณีอ้างถึงเอกสารหลายเรื่องที่มีผู้แต่งคนเดียวกัน แต่พิมพ์ในปีต่างๆ กัน ให้ระบุชื่อผู้แต่งครั้งเดียวแล้วระบุปีที่พิมพ์ตามลำดับ โดยคั่นระหว่างปีด้วยเครื่องหมายจุลภาค ( , ) 
                          เช่น  (พรชัย อินทร์ฉาย, 2516: 54-70, 2520: 18-30, 2549: 16-28)
                                 (Busy and Gena, 1980: 56, 2001: 156)
 

                         ถ้าอ้างเอกสารหลายเรื่อง ที่เขียนโดยคนเดียวกัน แต่ปีที่พิมพ์ซ้ำกัน ให้ใช้ a b c d ตามหลังปีที่พิมพ์สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ และใช้ ก ข ค ง สำหรับเอกสารภาษาไทย
                         (พรชัย อินทร์ฉาย, 2549ก: 54)
                         (สุวิมล จรูญโสตร์, 2550ก: 3-30, 2550ข: 65)
                         (Susan et al., 1980a: 4, 1980b: 4, 1980b: 10, 1980c: 18)

                        กรณีอ้างเอกสารหลายเรื่องโดยผู้แต่งหลายคน มีวิธีเขียน 2 วิธี เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งให้เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม ดังนี้
                         1)  ให้ระบุชื่อผู้แต่งโดยเรียงลำดับตามตัวอักษร ตามด้วย ปีที่พิมพ์ และใส่เครื่องหมายอัฒภาค (;) คั่นเอกสารแต่ละเรื่อง
                         2)  ให้เรียงปีที่พิมพ์จากน้อยไปหามาก และให้เครื่องหมายอัฒภาค (;) คั่นเอกสาร
แต่ละเรื่อง เพื่อแสดงวิวัฒนาการของเรื่องที่ศึกษา 

                              กรณีที่อ้างเอกสารหลายชื่อเรื่อง ที่มีผู้แต่งเป็นภาษาไทยและภาษาต่างประเทศให้อ้างชื่อผู้ที่แต่งเป็นภาษาไทยจนครบก่อน จึงตามด้วยชื่อผู้ที่แต่งเป็นภาษาต่างประเทศ
                       การอ้างเอกสารที่ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง
                         1)  ให้ลงชื่อเรื่องได้เลย เช่น วารสารวิทยาศาสตร์ โรงเรียน… (2552: 25) …
                         2)  หากมีผู้เป็นบรรณาธิการหรือผู้รวบรวม ให้ลงชื่อบรรณาธิการหรือผู้รวบรวม เช่น
                              …(สุวิมล จรูญโสตร์, ผู้รวบรวม, 2552: 52-70) …(Anderson, ed., 1980)
                              …(Wonder, comp., 2001: 30)

                     •  การอ้างหนังสือแปล ให้ระบุผู้เขียนที่เป็นเจ้าของเรื่อง ถ้าไม่ทราบจึงระบุชื่อผู้แปล  

                         เช่น…(สุวิมล จรูญโสตร์, ผู้แปล, 2552: 52-70)
                       การอ้างอิงที่ไม่ได้อ้างจากต้นฉบับ แต่เป็นการอ้างต่อ ให้ระบุนามผู้แต่งของเอกสารทั้งสองรายการ โดยระบุนามผู้แต่งและปีที่พิมพ์ของเอกสารอันดับแรก ตามด้วยคำว่า อ้างถึงใน หรือ cited inแล้วระบุนามผู้แต่งเอกสารอันดับรองและปีที่พิมพ์
                        ….(พรชัย อินทร์ฉาย, 2549: 20 อ้างถึงใน คงนิตา เคยนิยม, 2552: 50) ……
                        ถ้าเอกสารอันดับรองไม่ได้ระบุปีที่พิมพ์ของเอกสารอันดับแรก ให้เขียนว่า
                        ….(พรชัย อินทร์ฉาย อ้างถึงใน คงนิตา เคยนิยม, 2552: 50) ……
                        ….(Kate, cited in Charley, 2005: 50) ……

                        ถ้ากล่าวถึงนามผู้แต่งเอกสารอันดับแรกในเนื้อหาอยู่แล้วก็ลงแต่ปีที่พิมพ์และเลขหน้า (ถ้ามี)ของเอกสารอันดับแรก และใส่ชื่อเอกสารอันดับรองไว้ในวงเล็บ ( ) เช่น
                        พรชัย อินทร์ฉาย ได้กล่าวถึง… (2549: 20 อ้างถึงใน คงนิตา เคยนิยม, 2552: 50) …
                        เรื่อง The Journals of Science, 2003-2005 (Lily, 2009: 50) ได้ศึกษาแล้วพบว่า… 

                 3)  การอ้างที่มาของตารางและภาพ
                      การเขียนชื่อผู้แต่งให้ใช้หลักการเดียวกับการเขียนอ้างแบบตามท้ายข้อความในเนื้อเรื่อง ตามด้วยวงเล็บปีที่พิมพ์ เช่น
                      ตารางที่ 1 ......................................................................ที่มา: Rosy และคณะ (2003)
 



                 4)  การอ้างที่มาของภาพ 


ภาพที่ 1 ........................................................
ที่มา: Nileson และ Willma (2006)

รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานฯ ตอนที่ 2

                  รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์



                                                 โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
                                                                จัดทำโดย
                 สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
               สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ

................................................................................................................................................................................................................................


2. ส่วนเนื้อความ (text)
    2.1 การแบ่งเนื้อเรื่อง (sections and subsections)
          • การแบ่งบท ควรแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นบทหรือตอน และเมื่อเริ่มบทใหม่หรือตอนใหม่ต้องขึ้นหน้าใหม่เสมอ
          • ให้พิมพ์คำว่า “บทที่” กลางหน้ากระดาษ และมีเลขประจำบทเป็นเลขไทยหรือเลขอารบิกสำหรับรายงานภาษาไทย และเลขโรมันใหญ่ สำหรับรายงานภาษาอังกฤษ ชื่อบทให้พิมพ์ไว้กลางหน้ากระดาษในบรรทัดต่อจากบทที่ ชื่อบทภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทุกตัวอักษร ใช้ตัวอักษรตัวหนาขนาด 22 จุด
          • เว้น 1 บรรทัด ก่อนเริ่มพิมพ์เนื้อความของแต่ละบท

    2.2 ตาราง (tables)
          • การนำเสนอตารางทำได้สามวิธี ให้เลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง คือ
             1) นำเสนอตารางต่อจากข้อความที่กล่าวถึงตารางนั้น โดยบรรยายผลการดำเนินงานที่ได้ให้ครบถ้วน แล้วจึงเขียน คำว่า ดังตารางที่... หากมีเนื้อที่ไม่เพียงพอที่จะเสนอตารางในหน้าเดียวกันกับข้อความให้พิมพ์ข้อความอื่นต่อจนหมดหน้ากระดาษแล้วจึงเริ่มพิมพ์ตารางในหน้าถัดไป โดยก่อนพิมพ์ตาราง ให้พิมพ์ข้อความชิดด้านซ้ายของกระดาษว่า
                             ตารางที่ ....................................... (ใส่ชื่อตาราง)
             2) นำเสนอตารางทั้งหมดไว้ด้วยกันในที่หนึ่งที่ใดตามความเหมาะสม
             3) นำเสนอตารางเป็นตอนๆ แยกจากข้อความตามความเหมาะสม
          • ขนาดของตารางไม่ควรเกินกรอบหน้ากระดาษ สำหรับตารางที่มีขนาดใหญ่ให้ลดขนาดลงด้วยการใช้เครื่องถ่ายสำเนาหรือวิธีการอื่นๆ โดยให้คงความชัดเจนไว้
          • หากตารางยังมีความกว้างเกินกรอบหน้ากระดาษให้พิมพ์ตารางตามแนวนอนของหน้า กระดาษ
โดยหมุนส่วนบนของตารางเข้าหาขอบซ้ายของหน้ากระดาษ และพิมพ์ไว้หน้าหนึ่งต่างหาก ไม่พิมพ์ข้อความอื่นไว้ในหน้าเดียวกัน การพิมพ์หมายเลขหน้าจะต้องทำเช่นเดียวกับหน้าอื่นๆ
          • หากจำเป็นต้องต่อตารางข้ามหน้า ให้พิมพ์คำว่า ตารางและพิมพ์หมายเลขตารางแล้วพิมพ์คำว่า(ต่อ) ไว้ในวงเล็บ
          • สำหรับตารางที่มีหัวเรื่องควบสดมภ์ (boxhead) มากๆ ให้ซอยตารางออกได้
          • คำอธิบายตาราง ประกอบด้วยหมายเลขตารางและชื่อตาราง ทั้งนี้
             1) อาจเรียงหมายเลขลำดับตาราง ตั้งแต่ตารางแรกจนถึงตารางสุดท้ายในรายงาน หรือเรียง
หมายเลขลำดับตารางแยกออกเป็นบทๆ เช่น ตารางที่ 1.1 (อยู่ในบทที่ 1) ตารางที่ 2.1 (อยู่ในบทที่ 2) ตารางที่ ก.1 (อยู่ในภาคผนวก ก) เป็นต้น
             2) พิมพ์คำว่า ตารางที่ และหมายเลขลำดับตารางด้วยตัวอักษรตัวหนาขนาด 16 จุด จากนั้นเว้นระยะสองช่วงตัวอักษร แล้วจึงพิมพ์ชื่อตารางที่เป็นข้อความกะทัดรัดและสื่อความหมายชัดเจน
             3) กรณีชื่อตารางยาวเกิน 1 บรรทัด ให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของบรรทัดถัดไป ตรงกับอักษรตัว
แรกของชื่อตาราง

    2.3 ภาพ (figures)
          • การนำเสนอภาพประกอบทำได้สองวิธี ให้เลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งตลอดทั้งเล่ม คือ
             1) นำเสนอภาพต่อจากข้อความที่กล่าวถึงภาพนั้น โดยบรรยายผลการดำเนินงานที่ได้ให้ครบถ้วน แล้วจึงเขียน คำว่า ดังภาพที่... หากมีเนื้อที่ไม่พอที่จะเสนอภาพประกอบไว้ในหน้าเดียวกันกับข้อความ ให้พิมพ์ข้อความอื่นต่อให้หมดหน้ากระดาษ แล้วจึงเสนอภาพประกอบหน้าถัดไป หรือ
             2) นำเสนอภาพประกอบทั้งหมดไว้ด้วยกันในที่หนึ่งที่ใดตามความเหมาะสม
         • ภาพประกอบที่มีขนาดใหญ่เกินหน้ากระดาษ ให้ลดขนาดลงด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่เหมาะสมหากวางภาพในกรอบของหน้ากระดาษตามปกติไม่ได้ให้วางภาพตามแนวนอน โดยหันด้านบนของภาพประกอบชิดขอบซ้ายมือของรายงาน
         • การผนึกภาพให้ใช้กาวอย่างดีและผนึกอย่างประณีต เรียบร้อย เหมาะสม และสวยงาม ทั้งนี้จะวางตามแนวตั้งหรือแนวนอนของหน้ากระดาษก็ได้
         • คำอธิบายภาพ ประกอบด้วยหมายเลขลำดับภาพและชื่อภาพ ทั้งนี้
            1) อาจเรียงหมายเลขลำดับภาพตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้าย หรือเรียงหมายเลขลำดับภาพแยกออกเป็นบทๆ เช่น ภาพที่ 1.1 (อยู่ในบทที่ 1) ภาพที่ 2.1 (อยู่ในบทที่ 2) ภาพที่ ก.1 (อยู่ในภาคผนวก ก)
            2) พิมพ์คำว่า ภาพที่ และหมายเลขลำดับภาพด้วยตัวอักษรตัวหนาขนาด 16 จุด จากนั้นเว้นระยะสองช่วงตัวอักษร แล้วจึงพิมพ์ชื่อภาพที่เป็นข้อความกะทัดรัดและสื่อความหมายชัดเจน ด้วยตัวปกติ
            3) พิมพ์คำอธิบายภาพประกอบไว้ใต้ภาพ กลางหน้ากระดาษ

3. บรรณานุกรม (bibliography) และ เอกสารอ้างอิง (references)
          • พิมพ์คำว่า บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง ไว้กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
          • เว้น 1 บรรทัด แล้วจึงพิมพ์รายการแรก หากรายการที่พิมพ์ยาวเกินหนึ่งบรรทัด ให้ตัดไปพิมพ์ในบรรทัดถัดไปโดยย่อหน้าเข้าไปแปดช่วงตัวอักษรพิมพ์ ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด
          • ให้พิมพ์รายการอ้างอิงหรือบรรณานุกรม ที่เป็นภาษาไทยก่อนภาษาต่างประเทศ
          • เรียงแต่ละรายการตามลำดับอักษรของคำแรกของแต่ละรายการตามพจนานุกรม

4. ภาคผนวก (appendix)
          • ขึ้นหน้าใหม่ พิมพ์คำว่า ภาคผนวก กึ่งกลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรตัวหนาขนาด 22 จุด โดยไม่ต้องพิมพ์เลขหน้า แต่นับหน้า
          • กรณีมีหลายภาคผนวก ให้ขึ้นหน้าใหม่และพิมพ์เลขหน้า และพิมพ์เรียงลำดับเป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค ฯลฯ โดยไม่ใส่เครื่องหมายมหัพภาค (.) หลังตัวอักษรลำดับภาคผนวก แล้วพิมพ์ชื่อภาคผนวกในบรรทัดถัดไป โดยใช้ตัวอักษรตัวหนาขนาด 22 จุด
          • เว้น 1 บรรทัด ก่อนพิมพ์ข้อความบรรทัดแรก
          • สำหรับจดหมาย แบบสอบถาม (questionnaires) แบบตรวจสอบ (check list) แบบสำรวจ (inventory) ฯลฯ ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล หากมีขนาดใหญ่กว่ากระดาษที่ใช้พิมพ์รายงานให้ลดขนาดลง โดยการถ่ายสำเนาเอกสาร หรือพิมพ์ใหม่ในกระดาษที่ใช้พิมพ์รายงาน
          • ภาคผนวกที่เป็นอภิธานศัพท์ (glossary) หากไม่ได้นำเสนอไว้ในบทนำ ให้เรียงศัพท์ตามลำดับอักษรโดยพิมพ์อักษรตัวแรกของศัพท์แต่ละคำห่างจากริมขอบกระดาษด้านซ้ายมือหนึ่งนิ้วครึ่ง เว้นระยะสองช่วงตัวอักษร แล้วจึงพิมพ์คำอธิบาย หากคำอธิบายศัพท์ยาวเกินหนึ่งบรรทัด ให้พิมพ์บรรทัดต่อไปโดยย่อหน้าเข้าไปแปดช่วงตัวอักษร

รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานฯ ตอนที่ 1

             

                   รูปแบบการพิมพ์รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์



                                                 โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
                                                                จัดทำโดย
                 สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
               สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ


................................................................................................................................................................................................................................


รูปแบบทั่วไป (format)
     • ใช้กระดาษสีขาว 80 แกรม ขนาดมาตรฐาน A4 (ขนาด 8 1/4x11 3/4 นิ้ว) ในการพิมพ์รายงาน
     • พิมพ์หน้าเดียวด้วยตัวพิมพ์สีดำ ตัวอักษรแบบ TH Sarabun แบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม
     • ชื่อบท เริ่มต้นในทุกบท ให้พิมพ์ด้วยตัวอักษรแบบ TH Sarabun ตัวหนา ขนาด 22 จุด
     • หัวข้อใหญ่ในแต่ละบทให้พิมพ์ด้วยตัวอักษรแบบ TH Sarabun ตัวหนา ขนาด 18 จุด
     • หัวข้อรองในแต่ละบทให้พิมพ์ด้วยตัวอักษรแบบ TH Sarabun ตัวหนา ขนาด 16 จุดการเว้นริม

ขอบกระดาษ (margination)
     • เว้นที่ว่างจากขอบกระดาษด้านซ้ายมือและด้านบน ห่างจากขอบกระดาษ 1.5 นิ้ว
     • เว้นที่ว่างจากขอบกระดาษด้านขวามือ และด้านล่าง ห่างจากขอบกระดาษ 1 นิ้วทุกหน้า การเว้นห่างจากขอบกระดาษให้วัดจากขอบกระดาษถึงเลขหน้า

การเว้นระยะพิมพ์ (spacing)
     • กรณีพิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่ไม่มีสูตรหรือสมการ ให้กำหนดระยะพิมพ์ระหว่างบรรทัด (line spacing) เป็นแบบ 1 เท่า (single)
     • กรณีพิมพ์ตัวอักษรสลับกับการพิมพ์สูตรหรือสมการ ให้กำหนดระยะพิมพ์ระหว่างบรรทัด (line
spacing) เป็นแบบ 1.5 เท่า (1.5 lines)
     • หลังเครื่องหมายจุลภาค (, comma) เครื่องหมายอัฒภาค (; semicolon) เครื่องหมายทวิภาค หรือมหัพภาคคู่ หรือจุดคู่ (: colon) และหลังชื่อย่อ ให้เว้นหนึ่งช่วงตัวอักษร
     • หลังเครื่องหมายมหัพภาค (. fullstop/ period/ point) เครื่องหมายปรัศนีย์ (? question mark) และเครื่องหมายอัศเจรีย์ (! exclamation mark) ให้เว้นสองช่วงตัวอักษร

การลำดับหน้า (pagination)
     • ส่วนนำ การลำดับหน้าในส่วนนำทั้งหมด ให้ใช้ตัวอักษรเรียงตามลำดับพยัญชนะในภาษาไทย สำหรับรายงานภาษาไทย (เริ่มพิมพ์ตัวอักษร ก ที่หน้าบทคัดย่อ) และใช้เลขโรมันพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กสำหรับรายงาน

ภาษาอังกฤษ (เริ่มพิมพ์เลข i ที่หน้าบทคัดย่อ)
     • ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนอ้างอิง การลำดับหน้าในสองส่วนนี้ให้ลำดับหน้าโดยการพิมพ์หมายเลข 2 3 4 ... ต่อเนื่องกันตลอดทุกหน้าจนจบเล่ม ยกเว้นหน้าแรกของทุกบท หน้าแรกของรายการอ้างอิง และหน้าแรกของภาคผนวก ไม่ต้องพิมพ์เลขหน้ากำกับ แต่ให้นับจำนวนหน้ารวมไปด้วย
     • ตำแหน่งการพิมพ์เลขหน้าให้พิมพ์ไว้ที่กึ่งกลาง ท้ายหน้ากระดาษของแต่ละหน้า ห่างจากขอบกระดาษด้านล่าง 1 นิ้ว และไม่ต้องพิมพ์เครื่องหมายใดๆ ไว้ข้างหน้าหรือข้างหลังตัวอักษรหรือตัวเลขลำดับหน้า ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด ในกรณีที่จำเป็นต้องพิมพ์ตามความยาวของหน้ากระดาษ ให้พิมพ์หมายเลขลำดับหน้าไว้ในตำแหน่งเดียวกับหน้าอื่นๆ

การพิมพ์ส่วนต่างๆ
      

1. ส่วนนำ
         1.1 ปกนอก (cover) พิมพ์ภาพและข้อความ ไว้กลางหน้ากระดาษเรียงตามลำดับ ดังนี้
               • ภาพตราโรงเรียนขนาด 1.5 นิ้ว x1.5 นิ้ว วางขอบบนของภาพห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
               • พิมพ์คำว่าโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ โครงงานคณิตศาสตร์ หรือโครงงานคอมพิวเตอร์ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด ห่างจากขอบล่างของภาพตราโรงเรียน 1 บรรทัด
               • พิมพ์ชื่อเรื่องโครงงาน ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • พิมพ์คำว่า โดย ด้วยตัวอักษรปกติขนาด 18 จุด
               • พิมพ์ชื่อนักเรียนผู้ทำโครงงาน ระบุคำนำหน้า ชื่อ นามสกุล หากมีผู้ทำโครงงานหลายคนต้องลงชื่อทุกคน ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 18 จุด
               • พิมพ์ข้อความ รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ว 30291 โครงงานวิทยาศาสตร์ 2 หรือค 30299 โครงงานคณิตศาสตร์ 2 หรือ ง 30299 โครงงานคอมพิวเตอร์ 2 ตามหลักสูตรห้องเรียนพิเศษ
วิทยาศาสตร์ของ สสวท. ชื่อโรงเรียน.... ภาคเรียนที่ ... ชั้นมัธยมศึกษาปีที่... ปีการศึกษา ..... ด้วยตัวอักษรปกติขนาด 18 จุด ควรจัดเรียงข้อความให้กระจายอยู่บนปก ได้ระยะที่สวยงาม และเว้นระยะห่างให้สมดุล
         

         1.2 ปกใน (title page) ใช้กระดาษสีขาว 80 แกรม ขนาดมาตรฐาน A4 พิมพ์ภาพและข้อความไว้กลางหน้ากระดาษเรียงตามลำดับ ดังนี้
               • ภาพตราโรงเรียนขนาด 1.5 นิ้ว x1.5 นิ้ว วางขอบบนของภาพห่างจากขอบกระดาษด้านบน 1.5 นิ้ว
               • พิมพ์คำว่าโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือ โครงงานคณิตศาสตร์ หรือโครงงานคอมพิวเตอร์ ด้วยตัวอักษรหนาสีดำขนาด 22 จุด ห่างจากขอบล่างของภาพตราโรงเรียน 1 บรรทัด
               • พิมพ์ชื่อเรื่องโครงงาน ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • พิมพ์คำว่า โดย ด้วยตัวอักษรตัวปกติขนาด 18 จุด
               • พิมพ์ชื่อนักเรียนผู้ทำโครงงาน ระบุคำนำหน้า ชื่อ นามสกุล หากมีผู้ทำโครงงานหลายคนต้องลงชื่อทุกคน ใช้ตัวอักษรตัวปกติขนาด 18 จุด
               • พิมพ์คำว่า ครูที่ปรึกษา 1 บรรทัด และพิมพ์ชื่อครูที่ปรึกษาไว้ในบรรทัดถัดไป ใช้ตัวอักษรตัวปกติขนาด 18 จุด
               • พิมพ์คำว่า อาจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัย/ หน่วยงาน/ ที่ปรึกษาพิเศษ 1 บรรทัด และพิมพ์ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาไว้ในบรรทัดถัดไป โดยระบุตำแหน่งทางวิชาการ ด้วยตัวอักษรตัวปกติขนาด 18 จุดควรจัดเรียงข้อความให้กระจายอยู่บนปก ได้ระยะที่สวยงาม และเว้นระยะห่างให้สมดุล


         1.3 บทคัดย่อ (abstract)
               • พิมพ์คำว่า บทคัดย่อ กลางหน้ากระดาษด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด พิมพ์เนื้อความของบทคัดย่อความยาวไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด
         1.4 กิตติกรรมประกาศ (acknowledgement)
               • พิมพ์คำว่า กิตติกรรมประกาศ กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด พิมพ์เนื้อความ ความยาวไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด
               • กรณีเป็นผู้ทำโครงงานคนเดียว ให้เว้น 2 บรรทัด แล้วพิมพ์ชื่อและชื่อสกุลของผู้ทำโครงงานห่างจากบรรทัดสุดท้ายของข้อความ เยื้องไปทางด้านขวาโดยไม่ต้องระบุวันที่ กรณีทำหลายคน ไม่ต้องลงชื่อ

         1.5 สารบัญ (table of contents)
               • พิมพ์คำว่า สารบัญ กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด พิมพ์คำว่า หน้า ชิดริมด้านขวาของกระดาษ และเว้น 1 บรรทัด เพื่อพิมพ์รายการแรก
               • แสดงบัญชีการแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นบท โดยระบุเลขที่บทและชื่อบทพร้อมหมายเลขหน้าตามที่ปรากฏในรายงานและส่วนอื่นๆ ยกเว้นหน้าปกในและหน้าสารบัญ โดยพิมพ์คำว่า บทที่ เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก ชิดขอบด้านซ้าย ชื่อบทอยู่ห่างจากหมายเลขบทสองช่วงตัวอักษร หากต้องการแสดงรายการหัวข้อภายในบทให้พิมพ์รายการหัวข้อตรงกับชื่อบท โดยไม่ต้องใส่เครื่องหมาย – ข้างหน้า การแสดงรายการภาคผนวกให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด

               สารบัญตาราง (list of tables)
               • พิมพ์คำว่า สารบัญตาราง กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด แล้วพิมพ์คำว่า ตาราง ห่างจากริมขอบกระดาษซ้ายมือหนึ่งนิ้วครึ่ง แล้วพิมพ์คำว่าหน้า ในแนวเดียวกัน ห่างจากขอบกระดาษขวามือหนึ่งนิ้ว และเว้น 1 บรรทัด เพื่อพิมพ์รายการแรก
               • แสดงบัญชีตารางโดยระบุหมายเลขลำดับตารางอยู่ตรงกลางของคำว่าตารางข้างบน เว้นระยะพิมพ์สองช่วงตัวอักษร แล้วพิมพ์ชื่อตาราง หรือคำอธิบายตาราง พิมพ์หมายเลขหน้าให้ตรงกับคำว่า หน้า 
               การให้หมายเลขตาราง อาจเรียงหมายเลขลำดับตาราง ตั้งแต่ตารางแรกจนถึงตารางสุดท้ายในรายงาน หรือเรียงหมายเลขลำดับตารางแยกออกเป็นบทๆ ไป การพิมพ์ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด

               สารบัญภาพ (list of figures)
               • พิมพ์คำว่า สารบัญภาพ กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด แล้วพิมพ์คำว่าภาพที่ ห่างจากริมขอบกระดาษซ้ายมือหนึ่งนิ้วครึ่ง แล้วพิมพ์คำว่าหน้า ในแนวเดียวกันห่างจากริมขอบกระดาษขวามือหนึ่งนิ้ว และเว้น 1 บรรทัด เพื่อพิมพ์รายการแรก
               • แสดงบัญชีภาพประกอบโดยระบุหมายเลขลำดับภาพ ชื่อภาพหรือคำอธิบายภาพและหมายเลขหน้า ตามที่ปรากฏในโครงงานให้หมายเลขลำดับภาพอยู่ตรงกลางของคำว่า ภาพ หมายเลขหน้าตรงกับคำว่าหน้า ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด
               การให้หมายเลขภาพ อาจเรียงหมายเลขลำดับภาพ ตั้งแต่ภาพแรกจนถึงภาพสุดท้ายในรายงาน หรือเรียงหมายเลขลำดับภาพแยกออกเป็นบทๆ ไป

         1.6 อักษรย่อและสัญลักษณ์ (abbreviations and symbols) ถ้ามี
               • พิมพ์คำ ว่า อักษรย่อ หรือสัญลักษณ์ หรืออักษรย่อและสัญลักษณ์แล้วแต่กรณีไว้กลางหน้ากระดาษ ด้วยตัวอักษรหนาขนาด 22 จุด
               • เว้น 1 บรรทัด พิมพ์ข้อความบรรทัดแรกของอารัมภบท (ถ้ามี) ถ้าไม่มีอารัมภบทให้พิมพ์คำว่าสัญญลักษณ์ไว้ชิดริมซ้ายมือ และพิมพ์คำว่า คำอธิบาย ไว้ในแนวเดียวกัน ในระยะห่างที่เหมาะสม
               • เว้น 1 บรรทัด แสดงบัญชีอักษรย่อและสัญลักษณ์พร้อมคำอธิบาย ใช้ตัวอักษรปกติขนาด 16 จุด


ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก......สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
                สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ

คู่มือการเขียนรายงานโครงงานฯ ตอนที่ 4

               คู่มือการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์
 


                                         โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์
                                                            จัดทำโดย
             สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
           สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ
................................................................................................................................................................................................................................
3. ส่วนอ้างอิง

           เป็นส่วนท้ายของรายงานโครงงาน ประกอบด้วย รายการอ้างอิง และภาคผนวก
รายการอ้างอิง
          รายการอ้างอิง เป็นรายการแสดงรายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่นๆ โสตทัศนวัสดุ การสัมภาษณ์ ฯลฯ ที่นำมาใช้ประกอบการทำโครงงาน การลงรายการอ้างอิง ให้พิมพ์เฉพาะเอกสารทุกรายการที่มีการอ้างถึงในเนื้อหาของโครงงานในบทที่ 1 บทนำ หรือบทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือบทที่ 5 สรุป
อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เท่านั้น โดยให้ใช้คำว่า เอกสารอ้างอิง (references) ถ้ามีเอกสารอื่นหรือข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้นำมาใช้อ้างในการทำโครงงาน แต่ประสงค์จะนำมารวบรวมไว้ด้วย ให้พิมพ์ต่อจากรายการอ้างอิง โดยขึ้นหน้าใหม่และใช้คำว่า บรรณานุกรม (bibliography) ทั้งนี้การเขียนรายการอ้างอิงมีหลายระบบ นักเรียนสามารถเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบเดียวกันตลอดการเขียนรายงานเล่มนั้นๆ
          การพิมพ์รายการอ้างอิงในขั้นสุดท้าย ไม่ว่าจะใช้การอ้างอิงแบบนาม-ปี หรือแบบตัวเลข ให้ใช้รูปแบบการพิมพ์รายการอ้างอิงเหมือนกัน โดยเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่ง จาก 2 แบบ นี้
           แบบที่ 1 ปีที่พิมพ์อยู่ท้ายรายการ
           แบบที่ 2 ปีที่พิมพ์อยู่หลังชื่อผู้แต่ง (ใส่วงเล็บหรือไม่ใส่ก็ได้)

         ในที่นี้ได้ให้ตัวอย่างรูปแบบการพิมพ์รายการอ้างอิงและตัวอย่างการพิมพ์รายการอ้างอิงเฉพาะแบบที่ 1 ส่วนผู้ที่ประสงค์จะใช้แบบที่ 2 ก็ให้ใช้แบบเดียวกัน เพียงแต่ย้ายปีที่พิมพ์ มาไว้หลังชื่อผู้แต่งเท่านั้นโดยตัวอย่างรูปแบบและตัวอย่างการพิมพ์รายการอ้างอิงดังกล่าวได้คัดลอกมาจากคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์ 2548 ของบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายละเอียดดังตัวอย่างรูปแบบและตัวอย่างการพิมพ์ในส่วนที่ 2
ภาคผนวก
           ภาคผนวกเป็นส่วนท้ายของรายงานเชิงวิชาการ ไม่ใช่ส่วนที่เป็นเนื้อหาอย่างแท้จริง เป็นเพียงส่วนประกอบที่จะสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยของผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ 
ในกรณีของการเขียนรายงานโครงงานของนักเรียน ข้อมูลส่วนที่นำมาลงไว้ในภาคผนวก เช่น
- ข้อมูลการสำรวจ ประดิษฐ์ ทดลองที่ยังไม่จัดกระทำ
- ตาราง รูปภาพ กราฟ และแผนภาพที่ละเอียดมากๆ ซึ่งถ้าใส่ไว้ในส่วนเนื้อเรื่องจะทำให้เนื้อเรื่องยาวไม่กระชับ
- ข้อมูลของผลการทดลองเบื้องต้น
- ข้อความซึ่งเป็นรายละเอียดของเทคนิควิธีต่างๆ ที่ต้องการให้ผู้สนใจได้ศึกษา
- ฯลฯ

ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก......สาขาโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
                สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการ